รู้ไหม...ทำไมถึงมีประเทศมหาอำนาจ !?

              ทำไมบางประเทศในโลกถึงได้เป็นมหาอำนาจ

    



ประเทศมหาอำนาจมักมีปัจจัยหลายอย่างที่ส่งเสริมให้พวกเขามีอิทธิพลในระดับโลกได้ ซึ่งรวมถึงความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจ การทหาร การเมือง และวัฒนธรรม. 
ปัจจัยที่ส่งเสริมให้ประเทศกลายเป็นมหาอำนาจ:
  • ความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจ:
    การมีเศรษฐกิจที่ใหญ่และมั่นคง ช่วยให้ประเทศสามารถลงทุนในด้านต่างๆ เช่น การวิจัยและพัฒนา การทหาร และโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญในการสร้างอำนาจ. 
  • อำนาจทางทหาร:
    การมีกองทัพที่แข็งแกร่งและเทคโนโลยีทางการทหารที่ทันสมัย ช่วยให้ประเทศสามารถปกป้องผลประโยชน์ของตนเอง และมีอิทธิพลต่อความขัดแย้งระหว่างประเทศได้. 
  • เสถียรภาพทางการเมือง:
    ประเทศที่มีระบบการเมืองที่มั่นคงและมีประสิทธิภาพ จะสามารถดำเนินนโยบายต่างประเทศได้อย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ. 
  • อิทธิพลทางวัฒนธรรม:
    การเผยแพร่วัฒนธรรมของประเทศไปยังประเทศอื่นๆ สามารถสร้างความนิยมและอิทธิพลทางวัฒนธรรมได้. 
  • การมีบทบาทในองค์กรระหว่างประเทศ:
    การมีส่วนร่วมอย่างแข็งขันในองค์กรระหว่างประเทศ เช่น สหประชาชาติ ช่วยให้ประเทศมีส่วนร่วมในการกำหนดกฎเกณฑ์และบรรทัดฐานของโลก. 
  • ความสามารถทางการทูต:
    การมีความสามารถในการเจรจาต่อรองและสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศอื่นๆ เป็นสิ่งสำคัญในการรักษาผลประโยชน์ของประเทศ. 

  




เอาล่ะ กลับมาเจอกันอีกครั้งหลังจากเพื่อนผมใช้ AI ในการเขียนงานแทนให้ในช่วงที่ผมกำลังติดเกมออนไลน์กับเพื่อนอีกคนในกลุ่มเดียวกันจนไม่ได้ลงมาทำงานด้วยตัวเอง ในส่วนนี้จะเป็นส่วนนำที่แท้จริง ผมอาจเขียนได้ไม่ดีเท่าไหร่เพราะเป็นการเขียน Blog อย่างเป็นทางการครั้งแรกของผม หากข้อมูลตกลง พิมพ์ผิดพลาด เว้นวรรคได้ไม่ดี หรือการสื่อสารและการใช้ภาษาอาจดูแปลกๆ ผมก็ต้องกราบขออภัยท่านผู้อ่านมา ณ ที่นี้ด้วยนะครับ

ผมคิดว่าคงมีผู้คนไม่น้อยที่เคยถามตัวเองในใจ เวลานั่งดู หรือแม้แต่เลื่อนผ่านเจอพาดหัวข่าวต่างประเทศในสื่อต่างๆ แล้วเอะใจว่า " เอ๊ะ ทำไมเราได้ยินชื่อประเทศนี้บ่อยจัง ตาลุงทรัมป์นี่ใครกัน ทำไมแค่แกพูดคำสองคำหรือประโยคสองประโยค ก็ทำให้ตลาดหุ้น ราคาทอง หรือแม้แต่เศรษฐกิจโลกพลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือได้ เขาทำได้อย่างไรกัน " ใช่ไหมล่ะครับ ผมเองก็เป็นหนึ่งในนั้นเหมือนกัน 

ขออนุญาตท้าวความไปถึงช่วงที่ผมยังเด็ก อาจจะซักช่วง 8-10 ขวบอะไรประมาณนั้น พ่อผมท่านมักจะชอบเปิดโทรทัศน์ดูข่าวการเมืองเป็นประจำ และด้วยความที่ทางบ้านมีโทรทัศน์เพียงเครื่องเดียว ผมในวัยเด็กจึงต้องจำใจทนดู และทนฟัง เพื่อให้รายการข่าวมันจบ และผมจะได้เปิดดูการ์ตูนของผมต่อ ซึ่งก็เป็นแบบนี้เรื่อยๆ จนผมอายุ 12 ถามว่าผมได้อะไรไหม ? สิ่งที่ผมได้ คืออาการหงุดหงิดติดต่อกันเกือบชั่วโมงจากความยาวของรายการข่าว ที่ต้องทนดูและทนฟังสิ่งที่ผมไม่รู้เรื่องแบบนี้ในวัยเพียง 10 ขวบ แต่อีกสิ่งที่ผมได้มา และยังส่งต่อมายังตัวผมในทุกวันนี้ ก็คงเป็น " ความสงสัยในบริบทโลก " ที่ผมได้กล่าวไว้ข้างต้น ผมเริ่มจากการได้ยินชื่อบุคคลสำคัญต่างๆ ในขณะนั้น เช่น บารัค โอบามา เอย วลาดิเมียร์ ปูติน เอย สี จิ้นผิง เอย เริ่มซึบซับกับตำแหน่งของเขา และประเทศที่พวกเขาบริหาร 

ผมฟังการเรียกตำแหน่งของพวกเขาหลายครั้งแล้วก็เอ๊ะ ด้วยความเป็นเด็กอ่ะนะครับ " อะไรคือ ธานาธิบ่ดีวะ บ่ดี แปลว่าไม่ดี พวกนี้เป็นคนไม่ดีงั้นหรอจึงออกข่าวบ่อย น่าจะใช่ เพราะแต่ละข่าวของพวกเขามักเป็นอะไรไม่ดี เช่น สงคราม เศรษฐกิจ ความขัดแย้ง " 
ใช่ครับ มัน Cringe มากๆ แต่ผมในวัยเด็กก็คิดได้แค่นั้น 

เดี๋ยวมันจะกลายเป็นการเล่าประวัติของผู้เขียน แทนการเล่าในหัวข้อหลักจนเกินไป ผมจึงจะขอเบรคไว้ก่อนแล้วกันนะครับ หากผู้อ่านสนใจ ผมอาจจะมาเขียนเล่าในช่วงท้ายของ Blog นี้ครับ






กลับเข้าสู่คำถามที่ว่า " รู้ไหม ทำไมถึงมีประเทศมหาอำนาจ !? " กันดีกว่า

เราสามารถนิยามคำว่ามหาอำนาจได้ว่าอย่างไรบ้าง ซึ่งตามหลัก 

มหาอำนาจ (superpower) หมายถึง รัฐที่มีอิทธิพลและความสามารถในการแผ่ขยายอำนาจไปทั่วโลก ทั้งในด้านเศรษฐกิจ การทหาร การเมือง และวัฒนธรรม โดยทั่วไปแล้ว มหาอำนาจจะมีขนาดใหญ่ มีประชากรมาก มีทรัพยากรมากมาย และมีความสามารถทางทหารและเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง 

( ขอบคุณข้อมูลจาก Goofle Gemini ด้วยครับ )

ตามนั้นแล้ว มหาอำนาจแรกบนโลกคือใครล่ะ ? หลายท่านอาจจะคิดว่า " เฮ้ย มหาอำนาจแรกของโลก ต้องเป็นอียิปต์โบราณดิวะ " แต่ในความเป็นจริง ประเทศหรืออาณาจักร ที่ตรงตามนิยามของ " มหาอำนาจ " หรือ " Superpower " คือ " จักรวรรดิโรมัน ( Roman Empire ) นั่นเองครับ ถามว่าแล้วทำไมไม่ใช่อียิปต์ล่ะ ? นั่นก็เพราะว่า แม้อียิปต์โบราณจะมีความเก่าแก่ มีอารยธรรมระดับสูง มีการคลังที่ร่ำรวย และ มีวิทยาการที่ล้ำหน้าในสมัยนั้น แต่พวกเขากลับไม่ได้ " ควบคุม " ส่วนของภูมิภาคนั้นๆ หรือมีการทำสงครามแผ่ขยายอิทธิพลของตนออกไปไกลเกินกว่าตะลิ่งแม่น้ำไนล์ และที่ราบลุ่มไคโรเลย แม้ในช่วงประวัติศาสตร์จะมีการทำสงครามบ้าง เช่น สงครามกับอัสซีเรีย และการกวาดต้อนชาวฮิบรู ที่อาศัยอยู่บนดินแดน คานาอัน หรือ ลีแวนต์ ( อิสราเอล ปาเลสไตน์ รวมบางส่วนของจอร์แดน และ เลบานอนในปัจจุบัน ) แต่พวกเขากลับไม่ได้แผ่ขยายอำนาจของตนไปไกลกว่านี้เลย ยุคที่อาณาจักรที่อียิปต์โบราณแผ่ขยายพื้นที่และอิทธิพลของพวกเขาได้มากที่สุด คือยุคของ " ฟาโรห์ทุตโทสที่ 2 " แห่งราชวงศ์ที่ 18 ที่เขตแดนของพวกเขาขยายไปไกลจนถึง นูเบีย ( ตอนใต้ของซูดานในปัจจุบัน ) และ ลีแวนต์ 


                              ภาพ : ช่วงที่อาณาจักรอียิปต์โบราณยิ่งใหญ่ที่สุด ราว 1239 ปีก่อนคริสตกาล

                                      

กลับกัน จักรวรรดิโรมัน นอกจากจะมีศิลปวิทยาการ องค์ความรู้ ปรัชญา สถาปัตยกรรม วิศวกรรม กองทัพ ระบบการเงิน ระบบเส้นทางการคมนาคม การเมือง การปกครอง และการรวมศูนย์อำนาจที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดในโลก ณ เวลานั้น ไม่ใช่แค่การบริหารจัดการส่วนกลาง แต่รวมถึงการบริหารและจัดการอาณานิคม หรือดินแดนขอบนอกของจักรวรรดิให้ภักดีและยำเกรงต่อองค์จักรพรรดิและอำนาจสูงสุดแห่งจักรวรรดิอันรุ่งโรจน์ กองทัพโรมันมีความเชี่ยวชาญในด้านการรบและยุทธวิธีอย่างมาก ยกตัวอย่างจากสงครามกับ เผ่าคาร์เธจแห่งแอฟริกาเหนือถึง 3 ครั้ง โดยที่จักรวรรดิโรมันสามารถเอาชนะและกวาดล้างคาร์เธจไปได้อย่างเด็ดขาด พวกเขาพัฒนาทั้งกลยุทธ์การรบทางบกและทางทะเล จักรวรรดิของพวกเขาแผ่ขยายอิทธิพลออกไปกว่า 3 ทวีป ได้แก่ ทวีปยุโรป ทวีปเอเชีย และ ทวีปแอฟริกา โดยในปัจจุบัน แนวทางและหลักการบางอย่างของจักรวรรดิโรมัน ก็ยังส่งต่อมาจนถึงทุกวันนี้ นี่คือสิ่งที่เรียกว่า " อิทธิพลเหนือการเวลา " อย่างแท้จริง ในยุคของ 
จักรพรรดิทรายานุส ( Caesar Nerva Trajanus ) ผู้ซึ่งเป็น 1 ใน 5 
" จักรพรรดิผู้ทรงธรรม " แห่งโรม ในยุคดังกล่าว ดินแดนของจักรวรรดิโรมันแผ่ขยายไปจนถึง แม่น้ำไทกริส และ ยูเฟรติส ( อิรัก และบางส่วนของอิหร่าน ) แม่น้ำดานูล และ แม่น้ำไรน์ ( ฝรั่งเศส บางส่วนของสวิตเซอร์แลนด์ และ บางส่วนของเยอรมัน ) คาบสมุทรไอบีเรีย ( สเปน และ โปรตุเกส ) คาบสมุทรบอลข่าน ( โครเอเชีย บอสเนีย เซอร์เบีย โคโซโว กรีซ บัลแกเรีย มอนเตเนโกร โรมาเนีย มาซีโดเนียเหนือ และ แอลแบเนีย ) คาบสมุทรอนาโตลี ( ตุรกี ) บริทาเนีย ( อังกฤษ ) ลีแวนต์ อียิปต์ และ แอฟริกาเหนือ 


                                              ภาพ : จักรวรรดิโรมันในยุคที่ยิ่งใหญ่ที่สุด

                                  
หากเราจะเรียบเรียงทุกมหาอำนาจที่เคยอยู่บนหน้าประวัติศาสตร์โลกมาเขียนทั้งหมด คงต้องใช้เวลาเป็นปีๆ กว่าจะเขียนเสร็จแน่นอนครับ ผมจึงจะขอยกตัวอย่างมหาอำนาจที่เกิดขึ้นในช่วงของ ยุคฟื้นฟูศิลปวิทยากา หรือ เรอแนซ็องส์ ( renaissance ) ซึ่งเริ่มต้นในช่วงของ คริสตศตวรรษที่ 15 ( 1400s ) มหาอำนาจแรกในยุคนั้นคือ " โปรตุเกส ( Por
tugal ) "
ประเทศขนาดไม่ใหญ่มาก มีที่ตั้งอยู่ทิศตะวันตกของคาบสมุทรไอบีเรีย ทิศตะวันออก และ ทิศเหนือติดกับสเปน 


                                           ภาพ : แผนที่ของโปรตุเกสในปี 1453 

แล้วผมก็เชื่อว่า ท่านผู้อ่านอาจมีคำถามในใจอีกครั้งว่า " ทำไมอาณาจักรเล็กๆ แบบนี้ ถึงเป็นมหาอำนาจของโลกได้ ? " คำตอบที่ผมจะให้ได้นั่นคือ " พวกเขามองออกไปยังทะเล "
อาจจะดูตลก หรือ ดูเหมือนคำในนิยายน้ำเน่า แต่นั่นคือความจริงครับ ในยุคนี้มีมหาอำนาจหลักๆ อยู่ 3 อาณาจักร ได้แก่ จักรวรรดิโปรตุเกส จักรวรรดิออตโตมัน และ จักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ ซึ่ง 2 อาณาจักรหลังนั้นมีขนาดที่ใหญ่กว่าอาณาจักรของชาวโปรตุเกสมากๆ แต่สิ่งที่พวกเขาทำมันแตกต่าง ทั้ง 2 เน้นการขยายอิทธิพลทางบก ทำให้พื้นที่ของพวกเขาในภูมิภาคมีขนาดใหญ่มหึมามากๆ จักรวรรดิออตโตมันครอบครองพื้นที่คาบสมุทรอนาโตลี และ คาบสมุทรบอลข่าน จักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ครอบครองพื้นที่มหึมาในพื้นที่ยุโรปตอนกลาง รวมพื้นที่เยอรมัน บางส่วนของโปแลนด์ ออสเตรีย ฮํงการี บางส่วนของฝรั่งเศส สวิตเซอร์แลนด์ บางส่วนของอิตาลี เนเธอร์แลน์ และ เบลเยียม 



                              ภาพ : แผนที่ของจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ในปี 1453

 
        
                                    ภาพ : แผนที่ของจักรวรรดิออตโตมันในปี 1453
                                       
การขยายดินแดนทางบก นั่นทำให้พวกเขาได้ดินแดน และทรัพยากรทางบกมหาศาลมา และหากเราสังเกตุ ก็จะพบว่าเหล่าอาณาจักรที่แกร่งในสงครามทางบก มักเป็นประเทศที่มีประชากรมาก พวกเขาจึงมีกองทัพบกที่แข็ง และนั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้นกับโปรตุเกสครับ พวกเขามีพื้นที่น้อน ประชากรน้อย เท่ากับว่ามีทรัพยากรกันน้อยมากๆ และนั่นอาจะไม่พอสำหรับในอนาคต แล้วพวกเขาเล็งเห็นอะไรล่ะ ? ในอดีตยุโรปมีเส้นทางการค้าที่เชื่อมกับเอเชีย เรียกกันว่า " เส้นทางสายไหม " ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการเดินทางทางบก เพื่อนำเอาทรัพยากร และวัตถุดิบที่สำคัญจากเอเชีย และตะวันออกกลาง มาขายให้แก่ชาวยุโรป ได้แก่ ผ้าไหม เครื่องเทศ สมุนไพร ชา น้ำหอม เครื่องปั้นดินเผา จาน ชาม ถ้วย ที่ทำจากเซรามิค แก้ว กระจก งานฝีมือต่างๆ นั่นคือการดำเนินการขนส่งและค้าขายปกติของคนยุโรป ณ ขณะนั้น แต่โปรตุเกสเห็นต่าง พวกเขาไม่ได้คิดเพียงแค่ว่า " เราควรนำเรือไปขนของเหล่านี้มาขาย " แต่พวกเขาคิดไปถึงขั้นที่ว่า " หากเรามีท่าเรือในพื้นที่ต่างๆ เราก็จะควบคุมเส้นทางการค้าใหม่ได้ " อย่างที่เราทราบ โปรตุเกสเป็นอาณาจักรแรก ที่เดินเรือดั้นด้นจากยุโรป อ้อมแหลมกู๊ดโฮปที่แอฟริกาใต้ ข้ามมหาสมุทรอินเดียมายังอาณาจักรอยุธยาของเรา แล้วรู้หรือไม่ครับว่า แนวคิดการเดินเรือและการตั้งท่าเรือหรือเมืองท่าในพื้นที่ต่างๆ ของโปรตุเกส ส่งผลอะไรต่อประวัติศาสตร์และยุโณปบ้าง ? 

สิ่งที่ส่งผลแล้วแน่ๆ คือ " อุตสาหกรรมการต่อเรือ " ของโปรตุเกส ที่นอกจากจะมีขนาดที่ใหญ่ขึ้น พวกเขาก็พัฒนาเรือกำปั่นสำเภาของพวกเขา ให้มีความทนทานต่อคลื่นลมในทะเลมากยิ่งขึ้น ขยายขนาดความกว้างและความลึกของเรือ เพื่อลดการโคลง และทำให้บรรทุกสินค้าสัมภาระได้มากยิ่งขึ้น สิ่งที่พวกเขาทำส่งผลอะไรต่อ นั่นคือ เมื่อเรือใหญ่ขึ้น ก็บรรทุกสินค้าได้มากขึ้น เมื่อเรือทนขึ้น พวกเขาเดินทางได้ไกลขึ้น เมื่อเรือเร็วขึ้น เขาก็ถึงเมืองท่าได้เร็วขึ้น นั่นจึงนำมาซึ่ง " กำไร " มหาศาล

กลับมาที่ท่าเรือ ทำไมพวกเขาต้องสร้างท่าเรือและเมืองท่าในจุดต่างๆ ที่พวกเขาเดินทางเลียบไปล่ะ ? โดยเฉพาะในพื้นที่มหาสมุทรอินเดีย คำตอบนั้นเรียบง่ายมากๆ ครับ เพราะท่าเรือและเมืองท่านั้นมี " อู่ และ เสบียง " ยังไงล่ะ ! อย่าลืมว่าในศตวรรษที่ 15 พวกเขายังไม่มีตู้เย็น หรือ ตู้ฟรีซ ที่สามารถเก็บอาหารทุกชนิดได้นาน ในยุคนั้น นักเดินเรือยังมีเพียงอาหารแห้ง เช่น ขนมปังแข็ง บิสกิต รวมถึงพวกเนื้อเค็ม เนื้อตากแห้ง ที่เก็บได้นานราว 1-3 เดือน น้ำดื่มคืออีกปัจจัยที่มีจำกัด เพราะในบาเรล หรือถังไม้ พวกเขาจะสามารถอยู่ได้เพียง 1-2 เดือนต่อการบรรทุกน้ำบนเรือ 1 ครั้ง ซึ่งนั่นไม่เพียงพอต่อการเดินทางขนส่งสินค้าไปกลับระยะทางไกล แถมบ่อยครั้ง เหล่านักเดินเรือก็มักพบเจออาหารที่เน่าเสียก่อนกำหนด หรือการกัดแทนะโดยหนูและแมลงบนเรือ

 แล้วเมืองท่าเกี่ยวอะไรล่ะ ? เมืองท่านั้นไม่ใช่แค่โป๊ะเรือเทียบท่า กับประพาคานแบบที่เราเห็นกันในการ์ตูน หรือหนังเพียงแค่นั้นครับ แต่เมืองท่านั้นยังเป็น แหล่งเติมเสบียงและน้ำ แหล่งพักผ่อนและมีห้องอาบน้ำ ( ในสมัยนั้น ยุคที่น้ำบนเรือยังใช้สอยกันได้แค่ 1-2 เดือน เฉพาะแค่การดื่มกินนะครับ มันยังแทบจะไม่พอ ไม่ต้องคิดเรื่องการอาบน้ำเลย ) และที่สำคัญที่สุดคือ มีอู่ซ่อมแซมและบำรุงเรือด้วย เมืองท่าเหล่านี้เลยมักกระจายอยู่ตามแนวชายฝั่งของเส้นทางเดินเรือที่สำคัญ หากในยุคนั้นก็ยกตัวอย่างเช่น มะละกา โคชิน คาลิคัต กวางตุ้ง อเล็กซานเดรีย อิสตันบูล สุเอซ เคปทาวน์ 


                    ภาพ : เส้นทางการเดินเรือของโปรตุเกสในช่วงศตวรรษที่ 15-16
 


การครอบครองเมืองท่าเหล่านี้ นอกจากจะทำให้พวกเขารับกำไรจากการค้าขายในต่างแดนได้มากขึ้นแล้ว พวกเขายังสามารถควบคุมเส้นนทางการค้า และยุทธศาสตร์ทางทะเลได้อีกด้วย นึกภาพว่าเรากำลังทำสงครามกับประเทศๆ หนึ่งที่ควบคุมเมืองท่าเหล่านี้ดูสิครับ หากเรือสินค้าเราผ่าน เราจะไม่สามารถเข้าไปค้าขายกับเขาได้ เพราะเป็นศัตรูกัน นี่คือขาดทุนที่ 1 และหากเสบียงอาหารของเรากำลังร่อยหรอ และไม่สามารถเทียบท่าได้ นั่นคือขาดทุนที่ 2 ยิ่งถ้าหากเราโดนกองเรือของอีกฝ่ายปล้น หรือใช้วิธีทางจิตวิทยาต่อเรือลำนั้นๆ เช่น " ยอมยกธงขาวและมอบเรือของคุณให้แก่เรา แล้วเราจะมอบน้ำและอาหาร พร้อมที่พักให้แก่คุณ " นั่นคือขาดทุนที่ 3 และ 4 เพราะนอกจากเราจะขายของไม่ได้ ลูกเรืออดอยากแล้ว เรายังเสียเรือ เสียกะลาสี เสียสินค้าและสัมภาระบนเรือให้แก่ศัตรูอีกด้วย การกดดันทางเศรษฐกิจก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ตัดสินชี้ชะตาผลแพ้ชนะในสงคราม เพราะต่อให้กองทัพบกคุณจะใหญ่ขนาดไหน หากไม่มีเงินมาซื้อเสบียง น้ำ เสื้อผ้า กระสุน ให้ทหารนับแสนหรือนับล้านของคุณ เท่ากับคุณแพ้สงครามไปแล้ว 


                                    ภาพ : จักรวรรดิโปรตุเกสในยุคที่รุ่งเรืองที่สุด




นั่นแหละครับทำไมในยุคใหม่ " ผู้ใดครองทะเล ผู้นั้นครองอำนาจ " ซึ่งนี่ดูเหมือนจะเป็นสรุปใช่ไหมครับ ? อ่ะก็ใช่ส่วนหนึ่ง แต่ผมเชื่อว่าผู้อ่านก็คงแคลงใจ ว่า " นำเสนอแค่อาณาจักรเดียว แล้วอาณาจักรอื่นๆ ล่ะ ? " ผมจึงจะขอยกตัวอย่างอาณาจักรมหาอำนาจอีก 3 อาณาจักรนะครับ คือ จักรวรรดิสเปน จักรวรรดิบริเตน(อังกฤษ) และ สหรัฐอเมริกา  


มหาอำนาจผู้ที่เรียกได้ว่า มาสืบทอดตำแหน่งจากจักรวรรดดิโปรตุเกสโดยตรง ก็คือ จักรวรรดิสเปน ( Spanish Empire ) ในด้านที่ตั้งและภูมิศาสตร์ สเปนนั้นตั้งอยู่บนคาบสมุทรไอบีเรีย เช่นเดียวกันกับโปรตุเกส แต่พื้นที่ของสเปนนั้นใหญ่กว่าโปรตุเกสเกือบ 6 เท่า ซึ่งหากจะให้เราประมาณให้เห็นภาพ สเปนจะเล็กกว่าไทยราวๆ 6,000 ถึง 7,000 ตารางกิโลเมตร แต่เมื่อเทียบกับอาณาจักรและจักรวรรดิอื่นๆ นั้น สเปนจะถือว่าเล็กกว่าอย่างเห็นได้ชัด

                                        ภาพ : แผนที่สเปนช่วงต้นศตวรรษที่ 15 

 ซึ่งสเปนกับโปรตุเกสมองแบบเดียวกัน เพียงแต่โปรตุเกสนั้นมองเห็นเร็วกว่า อีกสิ่งที่ทำให้สเปนเรืองอำนาจ เราอาจจะเรียกว่าความบังเอิญก็อาจจะได้ นั่นคือ " ภารกิจเดินเรือของโคลัมบัส " ที่ทางราชสำนักสเปนเป็นคนสนับสนุน ให้คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส ทำการสำรวจและเฟ้นหาเส้นทางเดินเรือใหม่ที่จะเดินทางไปยังเอเชียผ่านทิศตะวันตก เพื่อไปค้าขายกับ จีน และ อินเดีย ด้วยเหตุผลที่ว่า อิทธิพลของจักรรวรรดิอิสลาม อย่าง จักรวรรดิมัมลุก และ จักรวรรดิออตโตมัน ในพื้นที่ทะเลเมดิเตอร์เรเนียนตะวันออก ทะเลแดง และ มหาสมุทรอินเดียนั้นค่อนข้างสูง จึงมีความอันตรายและอาจเจอการเก็บภาษีผ่านท่าในราคาแพง ซึ่งอีกแนวคิดที่ทำให้โคลัมบัสตัดสินใจออกสำรวจคือแนวคิด " โลกกลม " ที่เขาได้เสนอต่อราชสำนักสเปน เขาเชื่อว่าหากโลกกลมจริง ยังไงก็เดินทางจากจุดหนึ่งไปยังจุดหนึ่งได้ในทุกทิศทาง แต่เรื่องตลกที่ดันกลายเป็นการค้นพบที่ยิ่งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์มนุษยชาตินั้นก็คือ เมื่อโคลัมบัสเดินทางไปตะวันตก ผ่านมหาสมุทรแอตแลนติก พวกเขาก็ได้พบเจอแผ่นดินจริงๆ และได้เข้าไปสำรวจบนแผ่นดินนั้น แต่แทนที่มันจะกลายเป็นอินเดีย หรือ จีน ดินแดนที่พวกเขาพบนั้น กลับเป็น " ทวีปอเมริกา " นั่นเอง แต่ด้วยความที่เขาเข้าใจในตอนแรกว่า ที่นั่นคืออินเดีย เขาจึงเรียกชนพื้นเมืองว่า " ชาวอินเดียน "  หรือในภาษาสเปนว่า " อินดิโอส " ที่แปลว่า ชาวอินเดีย อันเป็นที่มาของชื่อ " อินเดียนแดง " ที่พวกเราคุ้นหูนั่นเอง 

แม้พวกเขาจะไม่ได้พบทางที่จะไปอินเดีย หรือเจออินเดียจากทิศตะวันตก แต่สิ่งที่พวกเขาค้นพบ กลับเปรียบเสมือน " ทองคำ " ซึ่งทองคำที่ผมพูดถึงก็คือทองคำจริงๆ แต่มันกลับเป็นโศกนาฏกรรมที่น่าเศร้าและสะเทือนใจ เมื่อทหารคอนกิสตาดอร์ของสเปน ผู้คนพบทวีป กลับใช้ความรุนแรงและการเข่นฆ่า สังหารชาวพื้นเมือง และยึดครองพื้นที่รวมถึงทองคำของพวกเขา จักรวรรดิสเปนได้ทำสนธิสัญญากับจักรวรรดิโปรตุเกส ว่าจะแบ่งทวีปอเมริกากัน เพราะในขณะนั้น โปรตุเกสยังคงเรืองอำนาจ และสเปนยังคงเกรงใจ แต่เมื่อกาลเวลาผ่านไป โปรตุเกสก็ยึดครองได้เพียงบราซิลเท่านั้น ส่วนสเปนก็ได้ขยายอิทธิพลของตนเองไปทั่วทวีปอเมริกาใต้ และบางส่วนของอเมริกากลาง 

                                      ภาพ : จักรวรรดิสเปนในช่วงศตวรรษที่ 18-19


จักรวรรดิสเปนมีกองทัพเรือที่เรียกว่า " กองเรืออาร์มาดา ( Armada Fleet ) " ซึ่งในยุคศตวรรษที่ 16 ถึงต้นศตวรรษที่ 18 มันถือเป็นกองเรือที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก กองจะถูกแทนที่ด้วย " กองเรือราชนาวี ( Royal Navy ) " ของจักรวรรดิอังกฤษ พวกเขาครองอำนาจเหนือท้องทะเลได้เป็นเวลานับศตวรรษ ด้วยการควบคุมผลผลิตทางการเกษตรที่สำคัญ อาทิเช่น เครื่องเทศ พริกไทย เกลือ ป่าไม้ สมุนไพร วัตถุดิบในอุตสาหกรรมสิ่งทอ และ สินแร่ที่มีค่า เช่น เหล็ก ทองคำ เงิน และพวกเขาก็ควบคุมท่าเรือ รวมถึงเมืองท่าที่สำคัญมากๆ อาทิเช่น เมืองท่าคิวบา และ บาฮามาส พอร์ต ออฟ สเปน รีโอเดจาเนโร ฟลอริดา โดยพวกเขาถือครองอำนาจทางการค้าสูงสุดในแถบแคริเบียน และ มหาสมุทรแอตแลนติก สินค้าของพวกเขาสร้างกำไรให้แก่อาณาจักรอย่างมหาศาล ซึ่งมากกว่าโปรตุเกสหลายเท่า เพราะพวกเขาไม่ได้แค่คุมเส้นทางการค้า แต่พวกเขาคุมแหล่งผลิตและจัดจำหน่ายด้วย

แล้วทำไมมหาจักรวรรดิที่เคยยึดครองทวีปได้ทั้งทวีป กลับล่มสลายล่ะ ? 

ยุคที่แสดงให้เห็นการเสื่อมถอยของสเปน คือ สงครามอาร์มาดา ที่สเปนพยายามรุกรานเกาะอังกฤษด้วยกองเรืออาร์มาดา ที่เกรียงไกรที่สุดในโลก แต่กลับถูกตีแตกพ่ายโดยประเทศเกาะเล็กๆ อย่างอังกฤษ ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงปลายศตวรรษที่ 16 ( ปี ค.ศ. 1588 ) พระเจ้าฟิลิปที่ 2 แห่งสเปน ต้องการยกกองเรือของพระองค์เข้าตีและรุกรานอังกฤษ มีเป้าหมายเพื่อโค่นพระราชินีอลิซาเบธที่ 1 ลงจากบัลลังก์ และฟื้นฟูคริสต์นิกายโรมันคาธอลิคในอังกฤษ ( ในขณะนั้น อังกฤษนับถือโปรเตสแตนท์ ) แต่กองเรืออันทรงพลานุภาพของพระองค์กลับเผชิญหน้ากับความพิโรธของพระเจ้าด้วยพายุมรสุม และยังเผชิญหน้าต่อความพิโรธของชาวบริเตน ที่ส่งกองเรือของตนเข้าปกป้องเกาะ ซึ่งจุดนี้ นักประวัติศาสตร์หลายท่าน ยกให้เป็นสัญญาณสำคัญของการเสื่อมถอยของจักรวรรดิสเปน 


             ภาพ : ยุทธนาวีระหว่างกองเรืออาร์มาดาสเปนและกองเรือราชนาวีอังกฤษ


เมื่อสเปนเริ่มเสื่อมถอย ก็ย่อมมีผู้ท้าทายใหม่ ซึ่งก็คือ
" จักรวรรดิบริเตน หรือ จักรวรรดิอังฤษ ( British Empire ) " ภายหลังชัยชนะของกองทัพเรือราชนาวีอังกฤษ ต่อกองเรืออาร์มาดาสเปน พวกเขาก็เริ่มพัฒนาศักยภาพด้านทัพเรือของตนให้แข็งแกร่งขึ้น และได้เริ่มกระบวนการ " ค้นหาดินแดนใหม่ " ภายใต้สมเด็จพระราชินีอลิซาเบธที่ 1 
( Queen Elizabeth I ) โดยดินแดนโพ้นทะเลแรกที่อังกฤษได้พิชิต คือ " เวอร์จิเนีย ( Virginia ) " โดยปัจจุบันคือบริเวณรัฐเวอร์จิเนีย ของสหรัฐอเมริกา อันเป็นฐานการค้าขนาดใหญ่ที่สุดของอังกฤษนอกเกาะในเวลานั้น ชื่อของพื้นที่เวอร์จิเนีย ตั้งเพื่อเป็นเกียรติแด่พระราชินีอลิซาเบธที่ 1 ผู้ถือครองพรหมจรรย์ ( Virgin ) ตลอดพระชนม์ชีพ 

ในช่วงตลอดศตวรรษที่ 17 อังกฤษได้เริ่มเข้ามาเป็นผู้เล่นหลักในการล่าอาณานิคมโดยเริ่มจากทวีปอเมริกาเหนือ และช่วงนี้เอง อังกฤษได้ก่อตั้ง " บริษัทการค้าอินเดียตะวันตก ( East India Tradding Company ) " ขึ้น นับเป็นก้าวแรกของการแทรกแซงอินเดียโดยอังกฤษ

คู่แข่งคนสำคัญของอังกฤษตลอดศตวรรษที่ 17 ถึงกลางศตวรรษที่ 19 คือ " ราชอาณาจักรฝรั่งเศส " ซึ่งเรืองอำนาจไม่แพ้อังกฤษ ฝรั่งเศสมีแต้มต่อในด้านประชากร พื้นที่ และ ทรัพยากรบนแผ่นดินใหญ่ ทำให้ฝรั่งเศสมีกองทัพบกขนนาดใหญ่มาก แต่ในด้านทัพเรือ ฝรั่งเศสยังด้อยและเป็นรองอังกฤษ สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นต่อจากนี้ คือสิ่งที่อังกฤษทำผิดพลาดที่สุดในประวัติศาสตร์ นั่นคือ " การละเลย และการเลือกปฏิบัติต่อชาวนิคมในทวีปอเมริกาเหนือ หรือพื้นที่ที่เรียกว่า 13 อาณานิคม " ซึ่งถึงแม้ส่วนใหญ่จะเป็นชาวอังกฤษที่เดินทางไปลงหลักปักฐาน ณ อเมริกา แต่ก็กลับถูกทางการเพิกเฉย ทั้งยังเก็บภาษี และบังคับเกณฑ์ทหารแบบไม่ยุติธรรม สร้างความคับแค้นใจต่อชาวนิคม จนพวกเขาตระหนักได้ว่า หากอังกฤษไม่มองพวกเขาเป็นคนอังกฤษ พวกเขาก็จะไม่เป็น จึงเกิดเป็นแนวคิดการปฏิวัติเพื่อแยกตัว และการทำสงครามประกาศอิสรภาพ กลายมาเป็น " สหรัฐอเมริกา ( United State of America ) " ของ " ชาวอเมริกัน ( American ) " ในที่สุด

ในช่วงนี้นั้น อังกฤษเองได้พิชิตดินแดนมากมาย ทั้งออสเตรเลีย มลายา ดินแดนในอเมริกาเหนือ และ อินเดีย ภายหลังที่อังกฤษชนะสงครามเหนือ นโปเลียน โบนาปาร์ต จักรพรรดิผู้เกรียงไกร แห่งจักรวรรดิฝรั่งเศส โดยการรบที่เลื่องชื่อที่สุด 2 เหตุการณ์ คือ 
" การรบที่ทราฟัลการ์ ( Battle of Trafalgar ) " และ " การรบที่วอเตอร์ลู ( Battle of Waterloo ) "  โดยที่ฝรั่งเศสได้พ่ายแพ้ทั้ง 2 ครั้ง 

บริษัทอินเดียตะวันตก หรือ British East India Tradding Company ที่ควบคุมอนุทวีปอินเดีย เป็นแหล่งทรัพยากรที่สำคัญที่สุดของจักรวรรดิอังกฤษ เพราะการถือครองอินเดีย เท่ากับอังกฤษควบคุมแหล่งทรัพยากรยุโรป เพราะพวกเขาถือครองแหล่งเครื่องเทศ เกลือ พริกไทย สมุนไพร และทรัพยากรแรงงานที่สูงที่สุดในโลก

หากเราจะพิจารณาในส่วนนี้ จะรู้ว่า กองทัพเรือราชนาวีอังกฤษในยุคศตวรรษที่ 17 ถึง กลางศตวรรษที่ 20 ถือว่าเป็นกองทัพเรือที่ีใหญ่และทรงพลังที่สุดในโลก ในช่วงสงครามนโปเลียน ยุทธนาวีที่ทราฟัลการ์ แม้กองเรืออาร์มาดาสเปน และกองเรือจักรวรรดิฝรั่งเศสซึงผนึกกำลังกันด้วยจำนวนเรือรบกว่า 33 ลำ ( มากกว่าอังกฤษ ที่มีเรือรบเพียง 27 ลำ ) โดยการรบในครั้งนี้ ฝ่ายสเปน และ ฝรั่งเศส ต้องการจะทำลายกองเรือราชนาวีอังกฤษ เพื่อเปิดทางให้กองทัพของนโปเลียนทำการยกพลเข้ารุกรานเกาะอังกฤษได้ แต่สเปนและฝรั่งเศสก็พ่ายแพ้กลับไป ด้วยกลยุทธ์การโจมตีแบบ " หัวบากตัวที Crossing the T " ซึ่งพลเรือเอกเนลสัน ผู้บัญชาการกองเรือราชนาวี ณ " เรือหลวงวิคตอรี ( HMS Victory ) " ได้สั่งให้แบ่งกองเรือออกเป็น 2 ขบวน บุกฝ่าแนวล้อมของศัตรู และสามารถบดขยี้กองทัพเรือผสมของ ฝรั่งเศส-สเปน ของ " พลเรือเองวิลเนิร์ฟ ( admiral villeneuve )" ได้สำเร็จ แต่นั่นก็แลกมากับชีวิตของ " พลเรือเอกเนลสัน ( Admiral Nelson ) " ที่ถูกลอบสังหารด้วยปืนคาบศิลาของศัตรู 

อังกฤษครอบครองพื้นที่มากที่สุดในโลกถึงราว 26% หรือ 1 ใน 4 ของพื้นที่บนโลก พวกเขายึดครองแคนาดา ยึดครองอินเดีย ยึดครองแอฟริกาใต้ ยึดครองออสเตรเลีย และดินแดนโพ้นทะเลอีกมหาศาล ทำให้อังกฤษคือมหาอำนาจที่ได้รับสมญานามว่า " จักรวรรดิที่พระอาทิตย์ไม่เคยตกดิน " 
                                  ภาพ : แผนที่ของจักรวรรดิอังฤษ ในปี 1921 








มาถึงสงครามโลกครั้งที่ 1 ( World War I ) สงครามที่ชี้ชะตาความเป็นความตายของจักรวรรดิในยุโรป ซึ่งผู้ท้าทายของอังกฤษ ในช่วง 4 ทศวรรษนี้ คือ " จักรวรรดิเยอรมัน ( German Empire ) " จักรวรรดิเกิดใหม่แห่งยุโรป แต่แม้ว่าพวกเขาจะเป็นจักรวรรดิเกิดใหม่ แต่เทคโนโลยี และขนาดกองทัพของพวกเขานั้นไม่ธรรมดาเลยทีเดียว ซึ่งในสงครามครั้งนี้ เราจะเห็นได้ว่า " อำนาจทางทะเล " นั้นสำคัญขนาดไหน เพราะอังกฤษที่เป็นเบอร์ 1 ในขณะนั้น ได้ควบคุม " คลองสุเอซ " ที่ตั้งอยู่ที่อียิปต์ โดยหากจะถามว่า คลองสุเอซมีความสำคัญยังไง ? ผมก็ขอตอบว่า มันคือทางบายพาสเส้นเลือดใหญ่จากมหาสมุทรอินเดีย เข้าสู่ทะเลเมดิเตอร์เรเนียนของยุโรป และเป็นเส้นทางเดินเรือที่สำคัญที่สุดในโลก ซึ่งฝ่ายมหาอำนาจกลาง ( จักรวรรดิเยอรมัน จักรวรรดิออสเตรีย-ฮังการี และ จักรวรรดิออตโตมัน ) ได้พยายามจะยึดมันมาจากอังกฤษ เพราะเหมือนในครั้งก่อนๆ ใครที่ครอบครองเส้นทางเดินเรือ ผู้นั้นก็ครองอำนาจและทรัพยากร เยอรมันมีเทคโนโลยี และวิทยาการระดับสูงก็จริง แต่เร็ววัน เหล็กกล้าของพวกเขาก็จะหมดลง และหากถูกปิดกั้นทางทะเลต่อเนื่อง พวกเขาก็จะถูกกดดันให้แพ้สงคราม สิ่งสำคัญอีกอย่างในยุคศตวรรษที่ 20 คือ " น้ำมัน และ ก๊าซธรรมชาติ " ที่ต้องนำเข้าจากตะวันออกกลาง ซึ่งถึงแม้ออตโตมันจะครอบครองอยู่ แต่บริษัทสำคัญ และเส้นทางรถไฟ เบอร์ลิน-แบกแดด ก็ถูกอังกฤษยึดครองและทำลายไปจนหมด การขนส่งเดียวของพวกเขาคือทางทะเล ซึ่งหากเรือไร้เชื้อเพลิง อย่างน้ำมันและถ่านหิน มันก็แล่นไปยิงปิ้วๆ ใส่คนอื่นไม่ได้ 

ใช่ครับ มหาอำนาจกลางแพ้ ไม่สามารถยึดคลองสุเอซได้ แถมยังโดนรุกคืบเข้าดินแดนหลัก ในที่สุดพวกเขาก็พ่ายแพ้สงคราม จักรวรรดิมหาอำนาจในยุโรป 3 จักรวรรดิล่มสลายลง เยอรมันกลายเป็นสาธารณรัฐไวมาร์ ออสเตรีย-ฮังการีแตกออกเป็นเสี่ยงๆ ออตโตมันกลายเป็นตุรกีในปัจจุบันและเสียดินแดนมหาศาล

แม้สงครามโลกครั้งที่ 1 จะทำให้มหาอำนาจต่างๆ เจอสภาวะเศรษฐกิจถดถอย และรุนแรงที่สุดคือสภาวะ " ฟองสบู่แตก " หรือ " วิกฤตการณ์วอลสตรีท " ที่เกิดขึ้นบนแผ่นดินอเมริกา ประเทศที่แม้จะได้รับผลกระทบจากสงครามน้อยที่สุด แล้วประเทศผู้ร่วมสงคราม โดยเฉพาะผู้แพ้ จะตกต่ำและเผชิญหน้ากับปากเหวแห่งนรกมากขนาดไหน ใช่ครับ เยอรมันคือชาติที่เผชิญแรงกดดันทางเศรษฐกิจสูงที่สุดในโลก เงินไรช์มาร์ค ของพวกเขาเฟ้อสูงเป็นหลักล้านเปอร์เซนต์ จนไม่สามารถนำเงินไปซื้ออะไรได้ วิกฤตนี้เรียกร้องให้เยอรมันสร้างปีศาจขึ้นมา และ ปีศาจตนนั้น มีชื่อว่า " อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ " 

ฮิตเลอร์เดิมทีเป็นชาวออสเตรีย ที่ได้รับสัญชาติเยอรมัน เขาเติบโตในครอบครัวฐานะปานกลาง ตัวเขาเองเป็นทหารยศสิบตรีในกองทัพจักรวรรดิ ก่อนจะพ่ายแพ้สงคราม เขาเป็นคนที่เชื่อมั่นในแนวทาง " ความบริสุทธิ์ทางชาติพันธุ์ " โดยเชื่อว่าคนผิวขาวคือชาว " อารยัน " และสูงส่ง ต่างจาก " ชาวยิว " และ " ชาวสลาฟ " ที่เป็นพวกสกปรกและชั้นต่ำ นำมาซึ่งนโยบายของเขาที่กล่าวโทษต่อชาวยิว ว่าเป็นพวกขายชาติ และทำให้จักรวรรดิแพ้สงครามจนล่มสลาย เขาได้รับคะแนนนิยมจากประชาชนเยอรมันสูงมากๆ ด้วยบุคลิกภาพ วาทศิลป์ และนโยบายของเขาที่กระตุ้นบางสิ่งบางอย่างในตัวชาวเยอรมัน 

เยอรมันภายใต้ฮิตเลอร์ ได้เริ่มดำเนินการกีดกันและเลือกปฏิบัติทางชาติพันธุ์อย่างเข้มข้น โดยพวกเขาเริ่มที่จะแบ่งแยกชาวยิวออกจากกลุ่มอื่น มีการเพิ่มเนื้อหาแสดงความเกลียดชังชาวยิวในสื่อต่างๆ เช่น ภาพยนตร์ รายการโทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ รายการวิทยุ หรือแม้กระทั่ง ในหลักสูตรของนักเรียน พวกเขาเริ่มจับกุถม และสร้างค่ายกักกันชาวยิวขึ้นมาในหลายที่ โดยเฉพาะในโปแลนด์ มีชาวยิวผู้บริสุทธิ์กว่า 6 ล้านคนต้องสังเวยชีวิตจากอุดมการณ์ของเขา

ในด้านการทหาร พวกเขานั้นยังคงใช้หลักนิยมแบบเก่า คือการขยายกองทัพบกเพื่อรุกคืบในแผ่นดิน แต่ก็เข้าใจได้ว่า กองทัพเรือของพวกเขาถูกจำกัดศักยภาพมากเพราะเป็นผู้แพ้วงคราม และการจะสร้างมันขึ้นมาใหม่ในเวลาอันสั้นก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ประกอบกับศัตรูอันดับที่ 1 ของเขา อย่างจักรวรรดิฝรั่งเศส มีชายแดนทางบกติดต่อกันยาวมากๆ นาซีเยอรมันมีกองทัพบกที่ทรงพลังที่สุดในโลก ณ ขณะนั้น แต่พวกเขากับเผชิญสภาวะคอขวดกับทัพเรือ แม้ว่าพวกเขาจะมีเรือประจัญบานถึง 4 ลำ และเป็นเรือประจัญบานขนาดใหญ่ 2 ลำ แต่หากเทียบกับอเมริกา ที่มีเรือประจัญบานรวม 23 ลำ หรือแม้แต่พันธมิตรของตนอย่างญี่ปุ่น ก็มีเรือประจัญบานถึง 12 ลำ ทำให้พวกเขาเป็นเพียงมหาอำนาจบนบก และแม้จะยึดครองยุโรปได้กว่า 80% แล้ว แต่พวกเขาก็ไม่มีเวลา และทรัพยากรพอที่จะขยายอำนาจทางทะเล


                         ภาพ : ดินแดนยึดครองของนาซีเยอรมันในปี 1942

สงครามครั้งนี้ยังให้กำเนิด หรือจะพูดให้ถูกต้อง ว่าเป็นการกระตุ้นให้มหาอำนาจใหม่ผงาดขึ้นจะดีกว่า นั่นคือ " สหรัฐอเมริกา " อเมริกานั้นแตกต่างจากทั้ง โปรตุเกส สเปน และ อังกฤษ คืออเมริกาไม่ได้เป็นประเทศขนาดเล็กที่ต้องเสาะหาทรัพยากร เพราพื้นเพแล้ว สหรัฐมีพื้นที่ขนาดมหึมากว่า 9 ล้าน ตร.กม. อยู่แล้ว แต่เหตุผลที่พวกเขาไม่พัฒนาตนให้เป็นมหาอำนาจหรือเป็นจักรวรรดิเต็มตัว เพราะ

1. สหรัฐฯ ยึดถือลัทธิมอนโร ที่จะไม่แทรกแซงกิจการภายในของยุโรป นอกจากจะมีอะไรกระทบผลประโยชน์สหรัฐฯ
2. สหรัฐฯ แม้จะต้องการเป็นจักรวรรดิ แต่ด้วยอุดมการณ์เสรีภาพของพวกเขา ทำให้พวกเขาไม่สามารถจะยึดครองหรือรุกรานดินแดนอื่นได้เต็มที่
3. สหรัฐฯ ไม่มีภัยคุกคามในภูมิภาค ทำให้ไม่จำเป็นต้องมีกองทัพขนาดใหญ่

โดยสหรัฐฯ เองก็มีกองทัพเรือที่ไม่ได้ใหญ่มาก แต่ก็ไม่ได้ไร้ซึ่งอำนาจเลย สหรัฐนั้นดูเป็นเสือหลับมาโดยตลอด กระทั่ง เดือนธันวาคม ปี 1941 จักรวรรดิญี่ปุ่นได้เปิดฉากโจมตีท่าเรือเพิร์ล ฮาเบอร์ ที่โฮโนลูลู ฮาวาย ซึ่งนับเป็นฟางเส้นสุดท้ายของสหรัฐฯ สหรัฐจึงเปิดปฏิบัติการโต้กลับที่ " ยุทธนาวีที่มิดเวย์ ( Battle of Midway ) " ซึ่งสหรัฐที่มีกำลังน้อยกว่า แต่สามารถตอบโต้และเอาชนะกองทัพเรือจักรวรรดิญี่ปุ่นได้ การเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่ 2 ของสหรัฐฯ นับเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญมากๆ เพราะสหรัฐฯ มีทรัพยากรมหาศาล และกำลังพลที่สูงกว่าทุกประเทศที่ร่วมสงคราม สหรัฐฯ เปิดฉากการรบในแปซิฟิค ที่เรียกกันว่า 
" สงครามแปซิฟิค ( Pacific War ) " ซึ่งเป็นการรบทางทะเลที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ ญี่ปุ่นที่มีทรัพยากร และกำลังรบที่น้อยกว่า จึงพ่ายแพ้สหรัฐฯ ด้วยเลือดหยดสุดท้าย คือ การที่ถูกสหรัฐอเมริกาทิ้ง 2 ลูก ที่เมืองฮิโรชิมะ กับ นางาซากิ ฝ่ายเยอรมันเองก็พ่ายแพ้ และถูกแบ่งออกเป็น 4 ส่วน ก่อนจะได้รับอิสรภาพจากชาติผู้ยึดครอง แต่ประเทศก็แตกออกเป็น 2 คือ เยอรมนีตะวันออก และ เยอรมนตีตะวันตก 


                             ภาพ : แผนที่เขตยึดครองของจักรวรรดิญี่ปุ่นปี 1942




ใน สงครามโลกครั้งที่ 2 ( World War II ) นั้น ถือเป็นจุดเปลี่ยนของโลก มันไม่ใช่แค่สงครามที่ทำลายบางมหาอำนาจ แต่มันคือสงครามที่เป็นจุดจบของ " ทุกจักรวรรดิ " บนโลก เพราะไม่ว่าคุณจะแพ้หรือจะชนะ สถานภาพของคุณคือล้มละลาย แม้อังกฤษ ฝรั่งเศส จะชนะสงคราม แต่ด้วยเงินทุนที่พวกเขานำมาลงกับการทำศึก และอาวุธ ทำให้พวกเขาติดหนี้มหาศาล รวมถึงบ้านเมืองและโครงสร้างพื้นฐานที่พังทลายจากการสู้รบ ทำให้พวกเขาต้องกู้หนี้ยืมสิน และนำงบประมาณกลางมาจ่ายในส่วนดังกล่าวเพื่อฟื้นฟู ผลสุดท้านคือพวกเขาไม่เหลืองบประมาณมากพอที่จะดูแลและรักษาดินแดนอาณานิคมต่างๆ ไว้ได้ ดินแดนต่างๆ ที่พวกเขาเคยยึดครอง ต่างพากันได้รับอิสรภาพ และประกาศเอกราช อันเป็นจุดสิ้นสุดยุคของจักรวรรดินิยมลงในที่สุด 

หากจะถามว่า " แล้วทำไมสหรัฐอเมริกาถึงกลายมาเป็นมหาอำนาจโลกหลังสงครามใหญ่ได้ล่ะ " นั่นเพราะเหตุปัจจัยสนับสนุนหลายอย่างครับ เช่น

1. หลายชาติที่มีนักลงทุนและผู้ประกอบการ รวมถึงนักธุรกิจ ไม่มั่นใจในความปลอดภัยในภูมิภาคของตน หรือก็คือภูมิภาคยุโรป เนื่องด้วยความเสี่ยง และความเสียหายที่เผชิญจากสงครามโลกทั้ง 2 ครั้ง พวกเขาตระหนักได้ว่า " พื้นที่ของความขัดแย้งนั้นไม่เหมาะที่จะลงทุนในระยะยาว " อีกทั้งพวกเขายังหวาดกลัว และวิตกกังวลต่อ " สงครามเย็น " ที่เป็นความขัดแย้งระหว่าง " โลกเสรีประชาธิปไตย " และ " โลกเผด็จการคอมมิวนิสต์ " ที่อาจกลายเป็นมหาสงคราม หรือสงครามโลกครั้งที่ 3 ลุกลามบดขยี้ยุโรปอีกครั้ง ซึ่งยุโรปจะกลายเป็นสมรภูมิขนาดใหญ่และเป็นหมากตัวสำคัญในสงครามตัวแทน

2. สหรัฐฯ เป็นทำเลที่ปลอดภัยและดีที่สุด เพราะ ตั้งอยู่บนทวีปอเมริกาเหนือ ห่างไกลความขัดแย้งที่สุด ที่ตั้งมีขนาดใหญ่และกว้างขวาง มีทรัพยากรมหาศาล มีบุคลากรและแรงงานคุณภาพจำนวนมาก ทั้งยังมีเทคโนโลยีการผลิตในระดับสูง การเข้าไปลงทุนในสหรัฐฯ จึงคุ้มค่ากว่าทั้งในระยะสั้น และ ในระยะยาว เพราะต่อให้จะเกิดมหาสงคราม แต่ความขัดแย้งนั้น จะเดินทางมาไม่ถึงสหรัฐอเมริกาเป็นอันแน่นอน เหลาสนักลงทุนจึงย้ายมาลงหลักปักฐานที่สหรัฐอเมริกา

3. ความมั่นคงและเสถียรภาพในสหรัฐฯ เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้สหรัฐฯ ได้รับความน่าเชื่อถือ และความไว้วางใจ เพราะประเทศที่มั่นคงทั้งในทางเศรษฐกิจ และในทางการเมืองนั้นเป็นสวรรค์ของนักลงทุน เพราะพวกเขาไม่ต้องกังวลในแง่ของความผันผวนของนโยบายต่างๆ ที่จะออกโดยรัฐบาล อีกทั้งแนวทางยังคาดเดาหรือคาดการณ์ได้ง่าย เพราะมีเพียงพรรคใหญ่ 2 พรรค ที่ส่วนมากจะผลัดเปลี่ยนกันขึ้นดำรงตำแหน่ง อีกทั้งสหรัฐฯ ยังมีกองทัพที่มีศักยภาพสูงที่สุดในโลก ทำให้ภัยคุกคามนั้นไม่เป็นอันตรายต่อเศรษฐกิจและการลงทุน รวมถึงยังมีกฏหมายและนโยบายที่คุ้มครองนักลงทุน

4. ขีดความสามารถด้านการส่งออกของสหรัฐฯ ที่สูงมากๆ เนื่องจากอุตสาหกรรมดการคมนาคมทางทะเลของสหรัฐฯ มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก จึงไม่ต้องกัวลว่าหากผลิตออกมาแล้ว จะส่งออกเพื่อขายในประเทศอื่นๆ ลำบาก เพราะมีเรือสินค้าจำนวนมหาศาลรองรับในภาคการส่งออกอยู่แล้ว 

5. กำลังซื้อในสหรัฐฯ เองก็สูงมากอยู่แล้ว แม้จะไม่ได้เน้นการส่งออกไปยังต่างประเทศ ประชากรสหรัฐฯ นั้นต่างก็มีกำลังซื้อที่สูง การขายในสหรัฐฯ ก็สามารถทำกำไรให้แก่ผู้ประกอบการ และบริษัทต่างๆ ที่มาลงทุและตั้งฐานการผลิตในสหรัฐฯ ได้อย่างมหาศาล

6. สหรํฐฯ ไม่ได้รับความเสียหายจากสงครามโดยตรง เพราะจากที่ตั้งที่ไกลจากเขตสงคราม ทั้งในทวีปยุโรป และ ในเอเชีย ทำให้สหรัฐอเมริกาไม่จำเป็นต้องนำเงินทุน หรือ กู้ยืมเงินมาเพื่อฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานในประเทศ แตกต่างจากในญี่ปุ่น และในเอเชีย ที่เผชิญหน้ากับสงคราม และมีสถานะเป็นสนามรบที่เสียหายอย่างหนัก

อีกอย่างที่สหรัฐฯ สามารถพัฒนาประเทศในด้านของเทคโนโลยี และวิศวกรรมได้อย่างก้าวกระโดด ก็เพราะพวกเขารับเอาผู้ลี้ภัยจากยุโรป โดยเฉพาะคนจากเยอรมันเข้ามาทำงานในประเทศ สมองจึงไหลเข้าประเทศของเขา บุคคลที่สำคัญที่สุดท่านหนึ่งที่ผมจะยกมาก็คือ แวร์เนอร์ ฟอน บราวน์ ( Wernher Von Braun ) ซึ่งอดีต เขาเคยเป็นนักพัฒนาจรวดและขีปนาวุธรุ่น V-2 ให้กับนาซีเยอรมนี โดยหลังเยอรมนีพ่ายแพ้ เขาได้ลี้ภัยมายังสหรัฐฯ และภายหลัง เขาได้พัฒนาจรวด " แซทเทิร์น-5 ( Saturn-V ) " ซึ่งเป็นจรวดที่บรรทุกยาน
อวกาศ " อะพอลโล่-11( Apollo-11 ) " ที่มีนักบินอวกาศ 3 ท่าน อย่าง นีลส์ อาร์มสตรอง บัซ อัลดริน และ ไมเคิล คอลินส์ ซึ่งคือมนุษย์กลุ่มแรกบนโลกที่ได้เหยียบพื้นของดวงจันทร์ ซึ่งเป็นความสำเร็จสูงสุดในประวัติศาสตร์โลก 

จนกระทั่งปัจจุบัน สหรัฐอเมริกาก็ยังคงเป็นมหาอำนาจอันดับหนึ่งของโลก แต่ใช่ว่าสหรัฐฯ นั้นจะไร้เทียมทาน และไร้ผู้ท้าทายเสมอไป เพราะในปัจจุบันนั้น ชาติมหาอำนาจที่กำลังผงาดขึ้นและกำลังท้าทายอำนาจของสหรัฐอเมริกาโดยตรงก็คือ " จีน " นั่นเอง โดยจีนนั้นก็ได้ดำเนินตามกลไกการเติบโตสู่มหาอำนาจ นั่นคือ " การพัฒนาอุตสาหกรรมทางเรือ " ทั้งเรือพาณิชย์ และ เรือรบ โดยในอนาคตอันใกล้ จีนจะมีกองทัพเรือที่ใหญ่ที่สุดในโลก แทนที่สหรัฐฯ ด้วยกำลังการผลิตที่สูงกว่ามากๆ และทรัพยากรมหาศาลในประเทศ โดยตามการคาดการณ์ GDP หรือขนาดเศรษฐกิจของจีน จะขึ้นไปอยู่อันดับ 1 แทนที่สหรัฐอเมริกา ในราวปี 2035-2040 อีกทั้ง รวมเข้ากับการขยายกองทัพ และเริ่มตั้งฐานทัพในต่างประเทศของจีน ก็สามารถสรุปได้แล้วว่า จีนมีความต้องการจะเป็นมหาอำนาจอันดับที่ 1 ของโลกแทนที่สหรัฐฯ โดยตรงในเร็ววัน แต่นั่นก็ใช่ว่าจะง่าย เพราะด้วยมาตรการทางภาษี และการเมืองต่างๆ ที่สหรัฐฯ ใช้ต่อจีนอย่างเข้มข้นและต่อเนื่อง ก็จะเป็นตัวฉุดการเติบโต และความทะเยอทะยานของจีนลง เพราะถ้า " คนขาย " ไม่สามารถขายของให้กับ " คนซื้อ " ได้ พวกเขาก็จะขาดทุนและเจอสภาวะแช่แข็งนั่นเอง 

ผมจะขออธิบายในเรื่องของภาษีและเศรษฐกิจ ที่ดำเนินการตามนโยบายของ โดนัลด์ ทรัมป์ ว่า การที่พวกเขาขึ้นภาษีประเทศทั่วโลกแบบนี้ พวกเขาทำไปเพื่ออะไร ยิ่งเขาทำแบบนี้ มันก็แปลว่าเขาพยายามตัดมิตรไมตรีกับประเทศอื่นๆ หรือแม้กระทั่งกับประเทศพันธมิตรของเขาเลย แต่หากเราพิจารณาดีๆ เราจะทราบได้ว่า ประเทศพันธมิตรของสหรัฐฯ ได้แก่ " สหภาพยุโรป ( EU ) " และ " G7 " นั้น พวกเขาไม่มีทางที่จะเลือกจีน แทน สหรัฐฯ เพราะอะไร ? เพราะมันคือหลักประกันอำนาจ และอุดมการณ์ แม้พวกเขาจะเริ่มไม่ชอบสหรัฐฯ แต่หากจะต้องไปพัวพัน และร่วมหัวจมท้ายกับ จีน ซึ่งแตกต่างกันทั้งอุดมการณ์ และ แนวทางด้านอำนาจ สหรัฐน แม้จะวางบทบาทเป็นผู้นำ แต่เขาก็ให้อิสระแก่ประเทศพันธมิตร ที่เปรียบเสมือนเพื่อนร่วมงานในระดับรองลงมา เช่น อิสระในการบริหารจัดการภายใน อิสระด้านสื่อ อิสระด้านเศรษฐกิจ และ นโยบาย แต่กลับกัน หากเราสังเกตุประเทศที่้จีนเข้าไปพัวพันด้วย ยกตัวอย่างใกล้เคียงที่สุดคือ ลาว และ กัมพูชา เพื่อนบ้านของเรานั่นเอง เราจะรู้ว่า จีนใช้หลักการ " กลืนกิน " และปกครองแบบชักใยอยู่เบื้องหลัง เป็นการควบคุมประเทศนั้นๆ ด้วยอำนาจ และให้สถานะประเทศนั้นๆ เปรียบเสมือนทาสที่มีจีนเป็นเจ้านาย ( พวกเขามักผูกมิตรกับประเทศเผด็จการ เช่น ลาว กัมพูชา เมียนมาร์ เกาหลีเหนือ อิหร่าน รัสเซีย เบลารุส และ เวเนซุเอลา ซึ่งควบคุมง่ายและได้ประโยชน์ร่วมในระดับผู้นำ เพราะพวกเผด็จการเหล่านี้ควบคุมอำนาจประเทศนั้นอย่างเบ็ดเสร็จ ซึ่งไทยเองก็ใกล้เคียงสถานะนั้นเข้าไปทุกวัน ) เพราะฉะนั้น สิ่งที่สหรัฐฯ ทำ นั่นคือ ให้ทางเลือกแบบบังคับแก่หลายประเทศทั่วโลก เพราะถ้าหากคุณเลือกจะเป็นกลางหรือไม่ดำเนินการใดๆ แต่ไป คุณก็จะโดนภาษีครอบงำ หรือคุณจะเลือกไปอยู่กับจีนล่ะ ? ถูกใส่ปลอกคอและป้ายชื่อ พร้อมโดนสูบเลือดสูบเนื้อ หรือคุณจะมาอยู่กับสหรัฐฯ ที่ให้อิสระกับคุณ 

มันคือการให้ทางเลือก และดึงกลุ่มประเทศเหล่านี้มาหาตัวเอง เพราะสุดท้ายทรัมป์รู้ ว่าแม้ EU จะไม่เข้าหาสหรัฐฯ โดยตรง แต่ก็จะออกห่างจากจีนแน่ๆ นั่นคือสิ่งที่สหรัฐฯ ต้องการ

สรุปแล้ว อะไรทำให้มีมหาอำนาจ ? นั่นคือ " พลังและอำนาจของเรือและการค้าทางทะเล " นั่นเอง อย่างที่ผมได้บอกไปว่า " ผู้ใดครองทะเล ผู้นั้นครองโลก " เพราะการขนส่งทางเรือ เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพที่สุด ประหยัดสุด และได้กำไรสูงที่สุด 




































































































































































ความคิดเห็น